เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคทั่วไป

การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕ (ตอนที่ ๘)

 

ขั้นตอนการเลิกทาส

การเลิกทาสนี้ แม้จะมีประชาชนบางส่วนเห็นด้วย แต่อุปสรรคก็ยังมีคือพวกนายเงินที่ได้รับผลประโยชน์จากการมีทาสรับใช้มานาน ถ้าเลิกก็ทำให้เสียประโยชน์ที่เคยได้รับ และยังมีพวกทาสบางกลุ่มที่เคยเป็นทาสมาหลายชั่วอายุคนไม่ต้องรับผิดชอบตนเองและครอบครัว เมื่อเป็นอิสระก็ไม่ทราบจะทำมาหากินอะไรจึงเกิดการวิตกและไม่พอใจด้วย อุปสรรคดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้วิธีค่อย ๆ ดำเนินการเลิกทาสโดยมีขั้นตอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้

๑. ทำทะเบียนทาส

เมื่อวันพุธ ที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๑๗ ทรงเรียกประชุมคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ๑๒ ท่าน เข้าร่วมประชุมครั้งแรกที่พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ หลังจากนั้นได้มีพระบรมราชโองการออกมาในรูปของประกาศให้เจ้าของทาสแจ้งจดทะเบียนทาสที่เกิดตั้งแต่ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ เป็นต้นมา แยกประเภททาสไว้ให้เป็นการแน่นอน เป็นการวางข้อกำหนดเพื่อตระเตรียมการ โดยให้ประชาชนทราบล่วงหน้าและให้มีการสำรวจตรวจสอบจำนวนทาสที่จะเข้าอยู่ในข่ายของเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติซึ่งจะออกมาในระยะไล่เลี่ยกัน

๒. ประกาศใช้ "พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสลูกไท" พ.ศ. ๒๔๑๗

กำหนดแนวทางปฏิบัติ ประกอบด้วยเงื่อนไขและเงื่อนไขเวลา ดังนี้

๒.๑ กำหนดประเภทของทาส ซึ่งจะได้รับการปลดปล่อยโดยเงื่อนไขเวลาในมาตรา ๑,๒,๓ กำหนดว่าลูกทาส ลูกไท ที่ถูกขายตัวลงเป็นทาส ถ้าเกิดปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ อันเป็นปีที่ครองราชย์และปีต่อ ๆ มา อายุถึง ๒๑ ปีให้เป็นไท ไม่ว่าทาสนั้นจะอยู่กับเจ้าหมู่มูลนายเดิมหรือย้ายโอนไปอยู่กับเจ้าหมู่มูลนายใหม่ ส่วนทาสที่เกิดก่อนปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ยังเป็นทาสต่อไปตามกฏหมายเดิม คือแม้อายุของทาสนั้นจะถึง ๑๐๐ ปีก็ยังไม่หลุดพ้นเว้นแต่จะมีค่าไถ่ตัว

ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการกำหนดเงื่อนไขเวลาที่จะให้ทาสเป็นไทโดยไม่ต้องไถ่ถอน ซึ่งจะมีผลก็ต่อเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ จะเห็นได้ว่ายังไม่มีทาสเป็นไทได้ทันทีตอนที่ประกาศ ต้องรออีกนาน ดังนั้นจึงยังไม่มีผลกระทบกระเทือนอะไร

๒.๒ กำหนดประเภทของทาส ซึ่งจะได้รับการปลดปล่อยโดยเงื่อนไขพิเศษ คือผู้ที่เกิดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ เป็นต้นมา มีโอกาสเป็นไทก่อนอายุ ๒๑ ปีได้ โดยได้กำหนดค่าตัวพวกนี้เสียใหม่ให้ถูกกว่าทาสที่เกิดก่อน พ.ศ. ๒๔๑๑ ถ้าใครมีเงินมาไถ่ตัวก็เป็นไทได้

๒.๓ กำหนดเงื่อนไขในการขายคนลงเป็นทาส คือจะเอาบุตรหลานที่เกิด พ.ศ. ๒๔๑๑ อายุต่ำกว่า ๑๕ ปีลงมา ไปขายก็ให้ขายได้แต่ต้องตามพิกัดเกษียณอายุใหม่ คือ ๒๑ ปีก็เป็นอิสระได้ และค่าตัวก็ถูกมากด้วย และถ้าบุคคลผู้นั้นอายุครบ ๑๕ ปีขึ้นไปถึง ๒๐ ปีถ้าจะเอาไปขายต้องให้รู้และยินยอมโดยการลงแกงได คือลงชื่อไว้เป็นสำคัญ เงื่อนไขดังกล่าวจะเห็นว่าเป็นการป้องกันการขายคนลงเป็นทาส

๒.๔ กำหนดเงื่อนไขที่จะมิให้บุคคลบางประเภทตกเป็นทาส คือห้ามลูกทาสลูกไทที่เกิดปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ พออายุ ๒๑ ปี ห้ามขายตัวเป็นทาส แต่ถ้าพูดเท็จว่ามิได้เกิดปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ เพื่อจะได้ขายตัวได้ ก็ให้ลงโทษปรับนายเงิน หรือมิให้นายเงินนั้นมีสิทธิ์ในตัวผู้นั้น

๒.๕ ห้ามมิให้ถือเอาบุคคลบางประเภทเป็นทาสโดยพฤตินัย เช่นเด็กเล็กที่ติดสอยห้อยตามหรืออาศัยอยู่กินกับญาติผู้เป็นทาส มิให้นายเงินเอาผู้นั้นเป็นทาสด้วย

๓. ตราพระราชบัญญัติลักษณะทาสมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓)

มณฑลนี้มีแต่ทาสเชลยและทาสสินไถ่ มีสาระสำคัญคือ

๓.๑ ให้ลดค่าตัวทาสเชลย ชายให้มีค่าตัว ๒๕ บาท หญิง ๓๒ บาท สำหรับทาสสินไถ่มิได้กำหนดค่าตัวสูงสุดไว้จึงไถ่ตามราคาที่ซื้อขายกันไว้

๓.๒ เป็นไท โดยไม่มีการไถ่ถอน คือลูกทาสชายหญิงที่เป็ฯลูกทาสเชลยหรือลูกทาสสินไถ่ ที่เกิดวันที่ ๑๖ ธันวาคม ร.ศ. ๑๑๖ หรือหลังวันที่  ๑๖ ธันวาคม ร.ศ. ๑๑๖ ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินกลับจากยุโรปให้พ้นค่าตัว เป็นไทและห้ามมิให้เป็นทาสใด ๆ เป็นอันขาด

๓.๓ การจะขายผู้ใดเป็นทาส ผู้นั้นต้องลงลายมือยินยอมไว้เป็นหลักฐาน

๔. เลิกทาสในมณฑลบูรพา

มณฑลบูรพาประกอบด้วยเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ เมืองพนมศกและเมืองศรีโสภณ โดยประกาศ "พระราชบัญญัติลดค่าตัวทาสในมณฑลบูรพา" เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ณ.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) มีผลใช้บังคับเดือนพฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๓ เป็นต้นไป และลูกทาสให้เป็นไท ผู้ที่เป็นไทแล้วหรือยังมิได้เป็นทาส ห้ามมิให้ขายตัวเป็นทาสต่อไป

การดำเนินการเลิกทาสในมณฑลบูรพา ไม่มีอุปสรรคอย่างใด ประกอบกับต่อมาคือ พ.ศ. ๒๔๔๙ ไทยได้เสียมณฑลบูรพาให้แก่ฝรั่งเศส โดยสัญญาลงวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เป็นอันว่าภาระหน้าที่ของไทยในการเลิกทาสมณพ,นี้หมดไป

สำหรับการเลิกทาสในมณฑลไทรบุรี และเมืองกลันตันเมืองตรังกานูมีพระราชดำริว่าให้เป็นไปตามลัทธิศาสนาของเมืองนั้น ๆ และต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๑ ไทยเสียมณฑลดังกล่าวให้แก่อังกฤษตามหนังสือสัญญาลงวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ เท่ากับหมดหน้าที่อีกเช่นกัน

๕. ตราพระราชบัญญัติทาส ร.ศ. ๑๒๔

ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ร.ศ. ๑๒๔ (พ.ศ. ๒๔๔๘) เป็นต้นไป สาระสำคัญคือ

๑. ให้ลูกได้หลุดพ้นเป็นไทหมด มิให้พิกัดเกษียณอายุอีก
๒. ผู้เป็นทาสอยู่แล้วให้ลดค่าตัวลงเหลือเดือนละ ๔ บาท จยกว่าจะหมด หากเปลี่ยนนายก็มิให้เพิ่มค่าตัวอีก
๓. ห้ามซื้อขายทาสต่อไป ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษทางอาญา เป็นการจำกัดมิให้เกิดทาสรุ่นใหม่อีก และเมื่อได้ประกาศประมวลกฏหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ แล้วได้มีบมกำหนดโทษสำหรับผู้ซื้อขายทาส ด้วยนโยบายของพระองค์ท่าน ระบบทาสจึงหมดไปจากเมืองไทย

การปรับปรุงประเพณีและวัฒนธรรม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนแปลงระเบียบการเข้าเฝ้าโดยในวันงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อเสด็จออกมหาสมาคมได้เชิญทูตต่างประเทศเข้าเฝ้าด้วย ทรงมีพระราชดำริว่า ประเพณีถวายความเคารพของฝรั่งคือการยืนเฝ้าและถวายคำนับ หากให้ข้าราชการไทยหมอบเฝ้าดังเดิม ชาวต่างประเทศจะยืนค้ำศีรษะคนไทย ไม่สมควรทำให้ฝรั่งดูถูก จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายข้าราชการรยืนเฝ้าและถวายคำนับ เมื่อโปรดเกล้าให้นั่งก็ให้นั่งเก้าอี้ ถ้าหากเข้าเฝ้าในหมู่คนไทยด้วยกัน ยังคงใช้ประเพณีหมอบคลานเฝ้าตามเดิม

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ตำแหน่งและบุคคลที่จะสืบราชบัลลังก์หลังจากกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคตใน พ.ศ. ๒๔๒๙ ทรงดำเนินการตามพระราชดำริโดยทรงเห็นสมควรปรับปรุงประเพณีสืบราชบัลลังก์ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระเบียบราชประเพณีการสืบสันตติวงศ์ตามแบบอารยประเทศ เพราะตำแหน่งวังหน้าเป็นปัญหาในการสืบราชบัลลังก์ ดังปรากฏในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่มีความขัดแย้งแข่งขันกันระหว่างวังหน้าและพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล จึงโปรดเกล้าฯ ประกาศให้สถาปนาพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์ใหญ่ ดำรงตำแหน่งสยามมกุฏราชกุมาร เป็นตำแหน่งรัชทายาท มีสิทธิสืบราชบัลลังก์ของพระมหากษัตริย์ต่อไป

เมื่อเสด็จประพาสต่างประเทศ ทั้งเอเซียและยุโรป ได้ทรงปรับปรุงประเพณีการแต่งกาย และการไว้ผมของคนไทย ให้ชายในราชสำนักเลิกไว้ผมทรงมหาดไทย เปลี่ยนเป็นไว้ผมแบบฝรั่ง ผู้หญิงให้เลิกไว้ผมปีก ไว้ผมยาวตัดเป็นดอกกระทุ่ม ต่อมาให้ชายแต่งเสื้อราชปะแตน ให้ข้าราชการทหารแต่งเครื่องแบบนุ่งกางเกงแบบยุโรปแทนการนุ่งโจงกระเบน ยกเลิกการโกนผมไว้ทุกข์เมื่อกษัตริย์สวรรคต เป็นต้น

การปฏิรูปการศึกษา

ทรงวางรากฐานการศึกษาแก่คนไทย จุดประสงค์ระยะแรกเพื่อฝึกอบรมให้คนรู้หนังสือ เพื่อสนองความ
ต้องการการได้คนมารับราชการ การพัฒนาการศึกษาระยะแรก เมื่อทรงตั้งกระทรวงธรรมการ พ.ศ. ๒๔๓๕ แล้ว เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุญนาค) เป็นเสนาบดี เป็นผู้มีความสามารถในการบริหาร แต่ไม่มีโวหารจูงใจเสนาบดีคนอื่น ๆ ในการพิจารณางบประมาณจึงถูกที่ประชุมตัดงบของกระทรวงธรรมการลงเสมอ

แม้รัฐบาลจะเห็นความสำคัญของกระทรวงการศึกษา และแม้ว่ากระทรวงธรรมการจะมิได้พัฒนาการศึกษาไปได้มากนัก เพราะจำกัดด้วยเงินงบประมาณ แต่มิได้หมายความว่าการศึกษาสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะจำกัดอยู่แค่นั้น ยังมีหน่วยงานอื่นที่ส่งเสริมการศึกษาอยู่ เช่นโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ที่มีงบประมาณเบิกจ่ายเป็นอิสระ โรงเรียนแผนที่สังกัดกระทรวงกลาโหม โดรงเรียนกฏหมายเบิกจ่ายจากกระทรวงยุติธรรม การศึกษาหัวเมือง เบิกจาฃ่ายจากกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๒ เป็นต้น การส่งนักเรียนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นเรื่องของกระทรวงกรมต้นสังกัดดำเนินการ ดังนั้น การส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงขยายตัวมาก

สำหรับกระทรวงธรรมาการ แม้ว่างบประมาณจะดูว่าได้น้อย แต่การศึกษาก็ขยายตัวมาจาก พ.ศ. ๒๔๓๕ ที่มีโรงเรียนเพียง ๔๘ โรง นักเรียน ๒,๔๒๕ คน แต่พอถึง พ.ศ. ๒๔๕๓ จำนวนโรงเรียนได้เพิ่มขึ้นเป็น ๓,๑๑๕ โรง นักเรียน ๘๓,๙๖๖ คน

การจัดการศึกษา เป็นการเตรียมคนเข้ารับราชการ ตอนปลายรัชกาลจึงมีผู้รู้หนังสือเข้ารับราชการกันมาก โดยไม่มีการรังเกียจว่ามาจากตระกูลต่ำหรือสูง แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เห็นได้ชัด คือการไม่มีระบบชนชั้นอีกต่อไป และการเตรียมคนเข้ารับราชการดังกล่าว ทำให้ต่อมาเกิดปัญหาข้าราชการล้นงาน ดังนั้นระยะต่อมา จึงเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของการศึกษาเน้นมุ่งให้ความรู้เพื่อประกอบอาชีพ และรัฐบาลได้เริ่มมีความคิดที่จะผลักภาระการใช้จ่ายให้กับประชาชน ดังนั้นจึงเริ่มเก็บเงินบุรุงการศึกษาจากราษฎร ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ แนวคิดนี้ได้ปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน
 
นอกจากโรงเรียนสอนหนังสือแล้ว ยังมีโรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก (โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ) เดิมมีวัตถุประสงค์ แต่เพียงมุ่งฝึกสอนผู้ที่จะเป็นนายร้อย นายสิบในกรมทหารมหาดเล็กเท่านั้น โดยเปลี่ยนเป็นโรงเรียนพลเรือนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ เพื่อฝึกหัดคนเข้ารับราชการด้านอื่น ๆ นอกจากการเป็นทหาร มีโรงเรียนทำแผนที่สังกัดกรมทหารมหาดเล็กตั้งพ.ศ. ๒๔๒๕  โรงเรียนฝึกหัดครูของกระทรวงธรรมาการตั้ง พ.ศ. ๒๔๓๕ โรงเรียนกฏหมายของกระทรวงยุติธรรมตั้ง พ.ศ. ๒๔๔๐ และโรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน (โรงเรียนมหาดเล็กหลวง)ตั้ง พ.ศ. ๒๔๔๒ อันเป็นต้นเค้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทรงมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรได้รู้หนังสือและภาษาต่างประเทศ เพื่อจะได้ประกอบอาชีพโดยสะดวก และมีความฉลาดรอบรู้กิจการต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า พ.ศ. ๒๔๒๗ ทรงตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรกที่วักมหรรณพาราม การที่ตั้งที่วัดเพราะเห็นว่าประเพณีโบราณมักส่งบุตรหลานไปเรียนที่วัดอยู่แล้ว และไม่เปลืองค่าก่อสร้างสถานที่ จากนั้นได้ขยายไปตามวัดต่าง ๆ หลายแห่ง ไม่ช้าโรงเรียนหลวงก็แพร่หลายออกไปยังหัวเมือง

เมื่อสิ้นปี พ.ศ. ๒๔๓๔ มีโรงเรียนถึง ๔๘ โรง มีนักเรียน ๒,๔๒๕ คน การตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรเพื่อให้มีความรู้สูงขึ้นนั้นทำให้คนฉลาดขึ้น และเป็นรากฐานสำคัญในการปรับปรุงประเทศ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญ นอกจากนั้นการศึกษาเล่าเรียนในวัดโดยมีพระภิกษุเป็นผู้สั่งสอนร่วมด้วย จึงได้ประโยชน์ทั้งการเรียนหนังสือไทย การอบรมศีลธรรมจรรยาอันดีงามด้วย

การปฏิรูปกฏหมายและการศาล

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้จัดการศาลของไทยเสียใหม่ ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก เพื่อให้ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ การปฏิรูปกฏหมายเริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าพีพัฒนศักดิ์ ซึ่งทรงศึกษาวิชากฏหมายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมและได้รับการยกย่องให้เป็นพระบิดาแห่งกฏหมายไทย ทรงตั้งโรงเรียนสอนกฏหมายขึ้น ทรงดำเนินการสอนเอง โรงเรียนกฏหมายนี้ต่อมาคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจชำระและร่างกฏหมาย ได้แก่กฏหมายลักษณะอาญา ประกาศใช้ในพ.ศ. ๒๔๕๑ เป็นกฏหมายทันสมัยฉบับแรกของไทย พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๖ พระราชบัญญัติกรรมสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ ร.ศ. ๑๒๐ และกฏหมายว่าด้วยการเลิกทาส พ.ศ. ๒๔๔๘ เป็นต้น

การศาล โปรดเกล้าฯให้ตั้งกระทรวงยุติธรรม ใน พ.ศ. ๒๔๓๔ ให้ดูแลรับผิดชอบเรื่องการศาลทั้งหมด ยกเลิกศษลตามกรมกองต่าง ๆ รวมศาลที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆมาไว้ที่กระทรวงยุติธรรมแห่งเดียว จัดระเบียบการศาลในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองต่าง ๆ ให้มีระเบียบและเป็นระบบเดียวกันทั่วพระราชอาณาจักร เลิกวิธีไต่สวนแบบจารีตนครบาล เป็นต้น

การปฏิรูปการทหาร นับเป็นการปฏิรูปสังคมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เพราะการทหารมีความสำคัญมากขึ้นในสังคมไทย การประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร พ.ศ. ๒๔๔๘ นับเป็นการเริ่มต้นการสิ้นสุดระบบไพร่ ชายไทยไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานอีก โดยหลังจากรับราชการทหาร ๒ ปีแล้ว ไม่ต้องถูกเกณฑ์อีก ไม่ต้องเสียเงินค่าราชการ แต่อาจมีการเกณฑ์บางครั้งเมื่อบ้านเมืองจำเป็นคับขัน เป็นการปลดพันธะไพร่ออกไป เกิดทหารอาชีพขึ้น

แหล่งข้อมูล

"ประวัติศาสตร์ไทย การปกครอง สังคม เศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับต่างประเทศฯ" -ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บังอร ปิยะพันธุ์
"อินเตอร์เน็ต" ภาพ

อ่าน:  7,710