ประกันภัยรถยนต์
 
 เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคภาคกลาง

การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕ (ตอนที่ ๑)

 

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราช สมบัติทรงมีพระชนมายุพียง ๑๕ พรรษา ยังทรงพระเยาว์อยู่มากจึงต้องมีผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์คือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ตลอดเวลาที่ยังมิได้ทรงว่าราชการ ด้วยพระองค์เองได้ทรงขวนขวายเอาพระทัยใสในการศึกษาวิทยาการต่าง ๆ ที่จำเป็นสาหรับผู้บริหารประเทศ ได้เสด็จต่างประเทศ ๒ ครั้ง ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๑๓ ประพาสสิงคโปร์ ชวา เเละ พ.ศ. ๒๔๑๔ ประพาสอินเดียและพม่า นับเป็นครั้งแรกในประวัติคาสตร์ไทยที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จ ประพาสต่างแดน การเสด็จทั้งสองครั้งได้เกิดประโยชน์ โดยทรงนำแบบเเผนการปกครองบางส่วน การทำนุบำรุงบ้านเมืองของอังกฤษและฮอลันดาที่ใช้ปกครองประเทศเหล่านี้ มาดัดแปลงปรับปรุง ให้เหมาะสมกับบ้านเมืองไทยเพื่อทัดเทียมกับอารยประเทศ

เมื่อทรงเจริญพระชันษาได้ ๒๐ พรรษา ใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ได้เสด็จออกผนวชนับเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกแห่งราชวงศ์จักรีที่ทรงออกผนวชขณะครองราชสมบัติ ทรง ผนวชได้ ๑๕วัน เมื่อทรงลาสิกขาบทแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖ เพราะทรงพระราชดำริว่าการออกผนวชของพระมหากษัตริย์ ถือเป็นการสละทุกอย่างเมื่อทรงลาสิกขาบทแล้วจึงต้องมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกใหม่ และ ได้ทรงบริหารบ้านเมืองด้วยพระองค์เอง จึงทรงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปบ้านเมืองโดยมีปัจจัย ทั้งภายในและภายนอก ดังนี้

ปัจจัยภายในประเทศ

๑. สถานภาพของพระมหากษัตริย์ไม่มั่นคง ในช่วงแรกของการครองราชย์โดยมีผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ (พ.ศ. ๒๔๑๑ -๒๔๑๖) อำนาจส่วนใหญ่ที่คนของตระกูลบุนนาคซึ่งดำรงตำแหน่ง บริหารระดับสูงขั้นอัครมหาเสนาบดี เช่น สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็น ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วอน บุนนาค)

บุตรชายได้เป็นสมุหพระกลาโหม พระยาภานุวงค์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) น้องชายเป็นเสนาบดีกรมคลังพระยาอาหารบริรักษ์(นุตบุญหลง) หลานชายเป็นเสนาบดี กรมนา เป็นต้นส่วนพระองค์เองก็ยังทรงพระเยาว์มากและไม่มีพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีอำนาจทางการ เมืองที่จะเป็นพลังสนับสนุนพระองค์ได้ สถานภาพของพระองค์ปรากฏอยู่ในพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) ที่แสดงสถานภาพของพระองค์ดังต่อไปนี้

ในเวลานั้นพ่ออายุเพียง ๑๕ ปีกับ ๑๐ วัน ไม่มีมารดา มีญาติฝ่าย มารดาก็ล้วนแต่โลเลเหลวใหล หรือไม่โลเลเหลวไหลก็มิได้ตั้งอยู่ในตำแหน่งราชการอันใดเป็นหลัก ฐาน ฝ่ายญาติข้างพ่อคือเจ้านายทั้งปวง ก็ตกอยู่ในอำนาจสมเด็จเจ้าพระยาและต้องรักษาตัวรักษาชีวิต อยู่ด้วยกันทุกองค์ ที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อการอันใดเสียก็มีโดยมาก ฝ่ายข้าราชการจึงว่ามีผู้ใดที่ได้รักใคร่ สนิทสนมอยู่บ้างก็เป็นแต่ผู้น้อยโดยมาก ที่เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่มีกำลังสามารถอาจจะอุดหนุนอันใดเปรียบ เหมือนคนที่ศีรษะขาดแล้ว จับเอาแต่ร่างกายขึ้นตั้งไว้ในที่สมมุติกษัตริย์...และความหนักของมงกุฎ อันเหลือที่คอจะทานไว้ได้ ทั้งมีศัตรูซึ่งมุ่งหมายอยู่โดยเปิดเผยรอบข้างทั้งภายในภายนอก...

นอกจากนั้นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ยังได้เลือกและแต่งตั้งกรม พระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าเองอีกด้วย คือ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ โอรสในพระบาท สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระอนุชาและวังหน้าของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งผิดไปจากธรรมเนียมเดิมที่พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งวังหน้าด้วย พระองค์เอง ปัญหาสำคัญจึงเกิดเพราะกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทรงมีกำลังไพร่ในสังกัดที่มีอยู่ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นจำนวนมากจนอาจท้าทายพระราช อำนาจของพระมหากษัตริย์ได้ และยังสามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสำหรับกลุ่มวังหน้าซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับประเทศได้

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะได้ทรงบริหารบ้านเมืองด้วยพระองค์เองโดยมิต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๑๖ แต่อำนาจในระบบ บริหารยังคงอยู่ในตระกูลบุนนาค และวังหน้า การดึงพระราชอำนาจโดยการลดอำจนาจของอีกฝ่าย ในช่วงแรกทรงกระทำได้ยากมาก ดังจะเห็นได้จาก พ.ศ. ๒๔๑๗ พระองค์ได้ออกพระราชบัญญัติ ๔ ฉบับ คือ ประกาศพระราชบัญญัติตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (council of state)

ประกาศพระราชบัญญัติการคลัง ประกาศพระราชบัญญัติตุลาการศาลรับสั่ง และประกาศพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท ได้เกิดความดึงเครียดโดยกลุ่มวัง หน้าและบุคคลระดับสูงที่คิดว่าตนจะสูญเสียผลประโยชน์อย่างมาก จนได้มีการเคลื่อนไหวอันแสดง ถึงความพยายามก่อการโดยเฉพาะ "วิกฤตการณ์วังหน้า" แต่เหตุการณ์ก็สงบลงได้ จากสถานการณ์ หลาย ๆ อย่างทำให้บุคคลชั้นสูงและผู้บริหารรวมทั้งพระสงฆ์ผู้ทรงสมณศักดิ์มองว่าสถานภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่มั่นคงจริงตามพระราชดำริ

๒. ความล้าหลังของสังคม เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมที่ทำให้ คนไทยด้อยในสายตาของชาวต่างประเทศเกี่ยวกับระเบียบพิธีการเข้าเฝ้า การแต่งกาย โครงสร้าง สังคม เช่นระบบไพร่และทาส การสังกัดมูลนายของไพร่ ทำให้มูลนายบางคนมีอำนาจมากเกินไป ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ราษฎรได้รับความเดือดร้อนจากระบบเข้าเดือนไม่มีอิสระในการประกอบอาชีพที่ต่อเนื่อง ความเดือดร้อนจากระบบเกณฑ์แรงงานและช่วยทำให้ไม่สามารถสร้างฐานะตนเองได้ ความไม่มีโอกาสทางการศึกษาทำให้ไม่มีความคิดความอ่านของตนเอง ขาดแคลนคนมาช่วยพัฒนาบ้านเมือง โดยเฉพาะทาสทำให้ชาวตะวันตกดูถูกว่าสังคมไทยล้า หลังและละเมิดสิทธิมนุษยชน

๓. ความล้าหลังของระบบการปกครองซึ่งใช้มาประมาณ ๔๐๐ ปี ตั้งแต่หลังจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถปรับปรุงระเบียบการปกครอง พ.ศ. ๑๙๙๗ ไม่เหมาะที่จะ ใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันเพราะก่อให้เกิดความสับสนในการบริหาร การปฏิบัติงานไม่สะดวก เช่น มีหน่วยงานน้อยไม่พอกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น กรมต่าง ๆ ทำงานก้าวก่ายกัน บางกรมมีงาน มากจนทำไม่ไหว บางกรมไม่มีงานจะทำ ชื่อกรมอย่างหนึ่งแต่ทำงานอีกอย่างหนึ่งทั้งนี้เพราะหวังผลประโยชน์เป็นสำคัญ ระบบการศาลการยุติธรรมสับสนกฎหมายเก่าไม่เป็นที่ยอมรับของ ชาวตะวันตก ข้าราชการไม่มีเงินเดือนประจำเปิดโอกาสให้มีการทุจริตประพฤติมิชอบเพราะรายได้ ไม่พอใช้จ่าย การปกครองส่วนภูมิภาคไม่สามารถรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางตามวัตถุประสงค์ได้ อย่างแท้จริง บางครั้งส่งงานไปจากส่วนกลาง แต่ความที่เจ้าเมืองมีทั่วสารทิศการปฏิบัติตามคำสั่ง ส่วนกลางเพียงใดหรือไม่ ทางส่วนกลางไม่อาจรู้ได้เพราะเสนาบดีมีไม่กี่คนและอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็น ต้น ปัญหาต่าง ๆ ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงดำเนินการปฏิรูปการ ปกครอง แต่อุปสรรคมีมากโดยเฉพาะกลุ่มขุนนางขณะนั้นมีกลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งไม่ต้องการให้ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกับกลุ่มสยามเก่าที่ไม่ต้องการให้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยเพราะเกรงจะ กระทบถึงฐานะและตำแหน่งของตน แต่กระนั้นพระองค์ก็ยังมีกลุ่มสยามหนุ่มซึ่งสนับสนุน พระองค์ประกอบด้วยพระเจ้าน้องยาเธอและขุนนางหนุ่ม ๆ หลายคน รวมทั้งเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปบ้านเมืองให้ทัดเทียมอารยประเทศ

ปัจจัยภายนอกประเทศ

๑. การล่าเมืองขึ้นของจักรวรรดินิยมตะวันตก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เข้าครอบครองประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า มลายู ลาว เขมร เวียตนามโดย อ้างสาเหตุความล้าหลังของประเทศเหล่านี้ เมื่อประเทศที่อยู่รอบด้านตกเป็นอาณานิคมจนหมดสิ้น การจะดำรงรักษาเอกราชของไทยไว้ได้นั้นจะใช้นโยบายการทูตอย่างเดียวไม่พอต้องปรับปรุง ประเทศให้เจริญก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ

๒. ปัญหาเมืองประเทศราชของไทย เนื่องจากการกำหนดอาณาเขตของดินแดนไทยสมัยนั้นยังทำให้แน่นอนไม่ใด้ เพื่อป้องกันความขัดแย้งกับประเทศจักรวรรดินิยม ไทยต้องปฏิบัติรูปการปกครองโดยกำหนดให้หัวเมืองประเทศราชเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร

กลุ่มบุคคลที่เสนอแนะและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

กลุ่มพระราชวังและขุนนาง ความเคลื่อนไหวเพื่อจะให้มีการเปลี่ยน แปลงการปกครองเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ร.ศ. ๑๐๓ (พ.ศ. ๒๔๒๗) โดยกลุ่มพระราชวงศ์ และขุนนางในคณะทูตไทยที่ลอนดอนและปารีส ประกอบด้วยพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าชาย กฤษฏาภินิหาร (กรมหมื่นนเรศร์วรฤทธิ์) พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าชายโสณบัณฑิต (กรมหมื่น พิทยลาภพฤฒิธาดา) สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าชายสวัสดิโสภณ (กรมพระสวัสดิวัฒนวิ ศิษฐ์) พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าชายปฤษฎางค์ (หม่อมเจ้าปฤษฎางค์ ชุมสาย) นายนกแก้ว คชเสนี หลวงเดชนายเวร (สุ่น สาตราภัย) นายบุศก์ เพ็ญกุล ขุนปฏิภาณ พิจิตร (หรุ่น) หลวงวิเสสสาลี (นาค) นายเปลี่ยนและสับเลฟเตอร์แนนสอาด ได้เข้าชื่อกันในหนังสือกราบบังคมทูลถวายความเห็นจัดการ เปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดินต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สาระสำคัญคือเหตุที่เจ้า นายและข้าราชการกลุ่มนี้ได้กราบบังคมทูลถวายความเห็นก็ด้วยเห็นภัยจะเกิดจากลัทธิจักรวรรดินิยม เป็นภัยภายนอก แต่สาเหตุที่จะทำให้เกิดภัยอันตรายที่ว่านี้ อาจเป็นเพราะการปกครองในประเทศไม่ เหมาะสม ฉะนั้นการที่จะรักษาบ้านเมืองให้พ้นภัยอันตรายจึงต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีการ ปกครองเสียใหม่ให้คล้ายคลึงกับการปกครองของประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งอาจเป็นทางเดียวที่จะ รักษาบ้านเมืองไว้ได้ ทั้งนี้เพราะประเทศจักรวรรดินิยมเหล่านั้น มักอ้างสาเหตุที่จะเอาเป็นเมืองขึ้นว่า เป็นหน้าที่ของมหาอำนาจที่เจริญแล้วจะต้องเข้ามาจัดการบ้านเมืองของประเทศที่ด้อยความเจริญ โดยอ้างว่าเป็นภารกิจของคนผิวขาวที่ต้องการให้มนุษย์มีความสุขความเจริญให้ได้รับความยุติธรรม เสมอกัน นอกจากนั้นยังมีภัยอันตรายจากสาเหตุอื่นอีกคือ ข้าราชการขุนนางของไทยไม่ตั้งใจปฏิบัติ หน้าที่เพื่อส่วนรวมและการใช้อำนาจสิทธิ์ขาดของกษัตริย์มีหนทางพลั้งพลาดและเกิดโทษได้บ่อยที่สุด และเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางความเจริญของบ้านเมืองรวมทั้งการใช้คนคนเดียวหรือกลุ่มเดียว หรือการให้คนไม่ถูกกับความสามารถ คณะผู้ถวายหนังสือกราบบังคมทูลได้แนะหนทางแก้ไขมี ใจความเป็นข้อ ๆ โดยย่อดังนี้

๑. จัดการบ้านเมืองให้เรียบร้อยและไม่เห็นด้วยกับนโยบายผ่อนปรน กับชาติมหาอำนาจ เพื่อมิให้มหาอำนาจยึดบ้านเมืองเพราะต่อไปพวกนี้คงหาเหตุมาอ้างอีกจนได้
๒. การต่อสู้ด้วยกำลังทหารนั้น สำหรับไทยใช้ไม่ได้เพราะไม่ พร้อมทั้งกำลังและอาวุธ
๓. แม้สภาพของประเทศไทยจะมีฐานะเป็นรัฐกันชนระหว่างพม่า กับอินโดจีนเหมือนสวิตเชอร์แลนด์ก็ตาม แต่ต้องปรับปรุงการปกครองภายในให้ดีด้วย
๔. การปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยเท่านั้นยังไม่ พอ
๕. สัญญาที่ทำไว้กับต่างประเทศ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะมีผล เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ขึ้นจริง ๆ
๖. การค้าขายและผลประโยชน์ของชาวยุโรปที่มีอยู่ภายในประเทศไทยไม่อาจช่วยคุ้มครองการเบียดเบียนของชาติอื่นที่หวังผลประโยชน์เช่นเดียวกันได้
๗. การที่มีผู้กล่าวว่า เดิมไทยเรารักษาเอกราชได้ บัดนี้ย่อมรักษา เอกราชต่อไปได้ ก็คงใช้ไม่ได้เสมอไป
๘. ประการสุดท้าย กฎหมายระหว่างประเทศไม่อาจช่วยรักษา เอกราชไว้ได้ เพราะมหาอำนาจไม่ยอมรับว่า ไทยเจริญพอจะร่วมวงการระหว่างชาติเหล่านั้น ไทย ต้องปรับปรุงแก้ไขจัดการบ้านเมืองให้เป็นที่ยอมรับในนานาอารยประเทศก่อน

คณะผู้เสนอให้ความเห็นว่า ชาติบ้านเมืองจะรอดได้ต่อเมื่อทำต่อไปนี้

๑. เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยกษัตริย์ต้องยอมให้มีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อเปิดโอกาสให้คนมีความรู้ความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ
๒. ให้การบริหารประเทศอยู่ในความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี และจะต้องจัดหน่วยงานบริหารต่าง ๆ ให้เป็นสัดสวนแยกจากกันเป็นแต่ละส่วนๆ ไป โดยส่วนต่างๆ จะมีอำนาจในการจัดการภายในของตน
๓. ต้องปิดหนทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตโดยวิธีให้ข้าราชการมีเงินเดือนประจำตามหน้าที่รับผิดชอบจริง ๆ
๔. ต้องให้มนุษย์มีความสุขเสมอกัน ถือกฎหมายเดียวกันในการเก็บภาษีและสักเลกต้องให้ความยุติธรรมทั่วหน้า
๕. ต้องมีการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีบางประการ ที่ชาวยุโรป ติเตียนและขัดขวางความเจริญของบ้านเมือง
๖. ให้ราษฎรมีสิทธิเสรีภาพ ที่จะวิจารณ์เกี่ยวกับข้อความทางการ เมืองได้โดยเสรีคนจะถูกจับกุมได้ด้วยอำนาจของกฎหมายเท่านั้น
๗. ต้องสร้างเกณฑ์ในการคัดเลือกคนเข้าทำงานให้แน่นอน เลิก ระบบเล่นพวกผู้ที่มีความผิดถูกออกจากราชการต้องห้ามเข้ารับราชการอีก

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำรัสตอบ สรุปไว้ว่าพระองค์ยอมรับว่า ความเห็นที่เสนอมานั้นประเด็นหลักทรงเห็นด้วย ส่วนที่กล่าวถึง อันตรายต่าง ๆ ก็ทรงคิดเห็นอยู่แล้วทั้งนั้น แต่ข้อที่เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น ระบอบกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูณนั้น ทรงโต้แย้งว่า สภาพบ้านเมืองของไทยยังไม่พร้อมยังขาดคนที่ มีความรู้มีสติปัญญา แม้แต่ในส่วนเสนาบดีของพระองค์ก็หาผู้ที่ทำงานเก่งจริงได้ยาก ส่วนที่จะปลดเสนาบดีเก่าออก ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป ในความเห็นของพระองค์นั้นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงขณะนั้น คือ การปฏิรูปโครงสร้างการปกครอง และสำคัญรองลงมาคือ การเร่งหาตัวผู้มีความรู้ด้านออก กฎหมายต่าง ๆ เวลาที่ผ่านมาพระองค์ก็มิได้นิ่งดูดายทรงพยายามหาทางเปลี่ยนแปลง แต่ว่าในตอน นั้นพระองค์ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจกลับคืนมา และเมื่อมีอำนาจแล้ว ก็ใช่ว่าจะหวงอำนาจ ทรง ปรารถนาอำนาจปานกลางซึ่งเป็นความสุขแก่พระองค์และเป็นความมั่นคงถาวรของราชอาณาจักร ด้วย

จากพระราชดำรัสตอบแสดงให้เห็นว่าทรงยอมรับความเห็น และการเสนอแนะก็สอดคล้องกับแนวที่ทรงวางไว้ประกอบกับความคลี่คลายของสถานการณ์ คือ สมเด็จเจ้า พระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ. ๒๔๒๕ และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต ในพ.ศ. ๒๔๒๘ รวมทั้งปัญญาชนที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศกลับมาเป็นกำลังของพระองค์ จึงมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น จะเห็นได้จากการที่ใน พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ส่งกรมหมื่นเทววงศ์วโรปการไปงานฉลองรัชกาลสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิคตอเรียครบ๕๐ ปี ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์ได้ตรัสสั่งให้ไปศึกษารูปแบบการปกครองของประเทศต่าง ๆในยุโรปมา ด้วย และได้เริ่มเตรียมการปฏิรูปการปกครองในปีเดียวกันนี้เอง และใน พ.ศ. ๒๔๓๕จึงได้ดำเนิน การปฏิรูปเต็มรูป มีการตั้งเสนาบดีชุดใหม่แทนชุดเก่า

ราษฎร

ราษฎรที่มีส่วนในการแสดงความคิดเห็นแนะนำการปกครองแบบ ใหม่และการปฏิรูปสังคมไทย ได้แก่ เทียนวรรณหรีอ ต.ว.ส. วัณณาโภ เดิมชี่อเทียนต่อมาสมัย รัชกาลที่ ๔ พระราชทานชื่อว่าวรรณ ต้นตระกูลเทียนวรรณเป็นขุนนางเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยา บิดา ของทวดเป็นเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ ส่วนทวดเป็นข้าราชการในสมเด็จพระนารายณ์มหาราชชี่อขุน เทียนวิเชียรหงษ์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้มาดูแลสวนมังคุดที่ฝั่งธนบุรีที่ตรงนั้นจึงมีชื่อ ว่า บางขุนเทียน ตามนามทวดของเทียนวรรณ

เทียนวรรณ เกิดปลายสมัยรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๘๔ ที่ตำบล บางขุนเทียน บิดาชื่อเรืองสิงห์ มารดาชื่อโอลิตหรือแดง ได้รับการศึกษาเบื้องต้นจากวัด โดยเริ่ม ศึกษาอักขระสมัยใหม่ในสำนักมหาพุ่ม เปรียญ ๕ ณ วัดพระเชตุพน ตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ พออายุ ๑๐ ขวบ มหาพุ่มสึกจากพระ เทียนวรรณจึงกลับไปอยู่บ้าน อายุ ๑๖ ปีได้มาอยู่กับสมเด็จพระอริยวงศา คตญาณพระสังฆราช ซึ่งเป็นญาติข้างมารดา เทียนวรรณบวชเป็นสามเณรอยู่ ๑๓ เดือนแล้วสึกกลับ ไปอยู่บ้านมารดา ในระยะนี้เทียนวรรณท่องเที่ยวไปเกือบทั่วประเทศไทยและได้อาศัยเรือกำปั่นเดิน ทางไปเมืองจีนอีกด้วย พออายุได้ ๒๐ ปีจึงอุปสมบทในสำนักกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ อยู่ได้ ๔ พรรษาก็ลาสิกขาบท

ขณะบวชเป็นพระได้มีโอกาสรับพระบรมราโชวาทจากรัชกาลที่ ๔ เสมอในเรื่องกิจการบ้านเมีอง ขนบธรรมเนียมในนานาประเทศ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศ ต่างๆ อย่างกว้างขวาง และเป็นคนไทยรุ่นแรกที่ได้ศึกษาและรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากตะวันตก เทียนวรรณออกหนังสือพิมพ์รายปักษ์ชื่อ ตุลวิภาคพจนกิจ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๓ จนถึงพ.ศ. ๒๔๔๙ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้ออกหนังสือรายเดือนฉบับใหม่แทนชื่อว่า ศิริพจนภาค เลิกในพ.ศ. ๒๔๕๑ จุดประสงค์ของหนังสือพิมพ์ทั้งสองคล้ายกันคือ ให้เกิดปัญญา มีเรื่องทั้งทางโลกและทางธรรม ลักษณะการเขียนเป็นการแสดงความคิดเห็น

เทียนวรรณได้เสนอความเห็นวิจารณ์สังคมไทยตอนนั้น เช่น คนไทยชอบมีภรรยาหลายคน ชอบเล่นการพนัน ชอบรับสินบน ชอบคดโกงฉ้อฉล ชอบกดขี่ข่มเหงกันเอง เขาเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงประเทศโดยการเลิกการพนัน เสนอกฎหมายให้ชายมีภรรยาได้คนเดียว เลิกขายมนุษย์เป็นทาส ห้ามสูบฝิ่น ให้ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือและฝึกหัดวิชาแพทย์ การช่างให้ตั้ง ศาลสถิตยุติธรรม ให้ทำถนนทั้งในและนอกพระนครสำหรับคนเดิน สำหรับรถม้า และรถไฟเดิน เพื่อสะดวกแก่การติดต่อสื่อสารให้มีโทรเลข โทรศัพท์ และการไปรษณีย์ ตั้งธนาคารพาณิชย์ ตั้ง โรงเรียนลอยน้ำใช้เวลาศึกษาราว ๕ ปี เรียกร้องให้ทำสำมะโนประชากร ตั้งโรงงานและโรงพยาบาล รักษาคนไข้ตั้งโรงเรียนสอนสตรี ห้มีความรู้เช่นเดียวกับชาย การทำอาหารกระป๋อง สำหรับเงินที่ จะนำมาใช้ในโครงการต่าง ๆ ให้กู้จากชาวอเมริกันแล้วเก็บภาษีดีบุกในแหลมมลายูมาใช้แทน ดอกเบี้ย ความเห็นของเทียนวรรณล้ำยุคมากเขาเขียนบทความดังกล่าวใน พ.ศ. ๒๔๔๗ ต่อมา รัฐบาลประกาศเลิกเล่นหวย พ.ศ. ๒๔๙๕ ออกกฎหมายให้ชายมีภรรยาคนเดียวใน พ.ศ. ๒๔๗๘ ออกกฎหมายห้ามสูบฝิ่น พ.ศ. ๒๕๐๐ เริ่มตั้งธนาคารใน พ.ศ. ๒๔๔๘ คือธนาคารสยามกัมมาจล เป็นต้น

ตามความเห็นของเทียนวรรณ ชาติที่เจริญแท้จริงแล้วนั้น การเลิก ประเพณีหมอบคลานและการเลิกทาสเป็นก้าวแรก การปฏิรูปการบริหารเป็นก้าวที่สอง ที่สำคัญต้อง มีก้าวที่สามคือ การยอมให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองในรูปของระบบรัฐสภา

แหล่งข้อมูล

"ประวัติศาสตร์ไทย การปกครอง สังคม เศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับต่างประเทศก่อนสมัยสุโขทัยจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๕".,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บังอร ปิยะพันธุ์, ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏนครปฐม
"อนุสาร อ.ส.ท.ฉบับวันจักรี ประจำเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๑" (ภาพ)

 

อ่าน:  4,251