เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคภาคกลาง

การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕ (ตอนที่ ๒)

 

พระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ร.ศ. ๑๐๖ (พ.ศ. ๒๔๓๐)

จากการที่มีบุคคลเสนอความคิดเห็นในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระองค์ทรงมีแนวพระราชดำริในการต่าง ๆ อยู่แล้ว รวมทั้งความพยายามดึงพระราชอำนาจมาสู่พระมหากษัตริย์ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงศูนย์แห่งอำนาจหมดสิ้นไปตามธรรมชาติมีผลให้มี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยได้ทรงกระทำเป็นขั้นเป็นตอนอย่างมีระบบตามพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ ใจความมีสาระสำคัญโดยสรุปดังต่อไปนี้

การปกครองที่มีมาแต่เดิม แบ่งเป็น ๖ ตำแหน่งคือ อัครมหาเสนาบดี ๒ ตำแหน่ง เสนาบดี ๔ ตำแหน่งคือจัตุสดมภ์ ได้แก่

๑. สมุหนายก หรือ กรมมหาดไทย มีอัครมหาเสนาบดีบังคับบัญชา หน้าที่หลักคือบังคับฝ่ายพลเรือน บังคับหัวเมืองทีขึ้นต่อสมุหนายก บังคับชำระความคดีในกรม ใช้ตราราชสีห์ เป็นตราประจำกรม

๒. สมุหพระกลาโหม หรือ กรมกลาโหม ใช้ตราคชสีห์เป็นตราประจำกรม มีหน้าที่บังคับบัญชาฝ่ายทหาร บังคับหัวเมืองที่ขึ้นต่อสมุหพระกลาโหม และชำระความในกรม

พระองค์ทรงอธิบายไว้ว่ากรมใหญ่ทั้งสองนี้ทำงานปะปนกัน ไม่ได้แบ่งแยกกันจริง ๆเหมือนตำแหน่ง คือเรื่องเกี่ยวกับทหาร เมื่อมีราชการทหารในหัวเมืองของกรมมหาดไทยแทนที่จะใช้ทหารของสมุหพระกลาโหมไปจัดการ กลับใช้ทหารของฝ่ายสมุหนายกในหัว เมืองนั้นเพราะเป็นผู้ที่รู้เรื่องในเมืองนั้นได้ดีกว่าฝ่ายกลาโหม และเมื่อมีศึกชายแดนหรือศึกจากต่างประเทศซึ่งต้องใช้กำลังมาก ๆ ก็ต้องเกณฑ์จากทั้งสองฝ่าย หน้าที่ที่แบ่งไว้แต่เดิมจึงหมดไปและอัครมหาเสนาบดีทั้ง ๒ กรมก็มีงานล้นมือกว่าตำแหน่งคือ เป็นทั้งเสนาบดีว่าการการเมืองว่าการยุติธรรม ว่าการทหารและว่าการการคลัง

นอกจากนั้นพระองค์ยังได้ทรงอธิบายรายละเอียดของงานแต่ละกรมที่สับสนคือจัตุสดมภ์ซึ่งมีเสนาบดีดำรงตำแหน่ง ๔ กรมคือ

๑. กรมพระคลัง หรือ พระคลังกรมท่า เดิมกรมนี้บังคับบัญชาการเงินที่จะเข้าสู่พระคลังและจ่ายเงินแก่หน่วยราชการต่าง ๆ จัดการเก็บภาษีอากรและบังคับราชการที่เกี่ยวกับพระราชทรัพย์หลวง กรมนี้แต่เดิมมีงานน้อยเพราะงานภาษีของกรมพระกลาโหม และกรมมหาดไทยทั้งสองกรมเป็นฝ่ายจัดการเอง ต่อมามีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีนกรมพระคลังมีหน้าที่แต่งสำเภาไปขายกับจีนทำให้กรมพระคลังมีหน้าที่เพิ่มขึ้นคือ หน้าที่เกี่ยวกับการต่างประเทศที่เรียกว่า กรมท่า ครั้นต่อมายกหัวเมืองซึ่งขึ้นกับกรมพระกลาโหมให้มาขึ้นกับกรมท่า กรมพระคลังจึงมีหน้าที่ว่าการการเมืองเพิ่มขึ้นอีก งานของเจ้าพระยาพระคลังจึงล้นมือควบคุมไม่ได้ ต้องยกเลิกกรมพระคลัง พระยาพระคลังมีหน้าที่เพียงตรวจบัญชีเบี้ยหวัดเพียงอย่างเดียว ส่วนการเก็บเงินจ่ายเงินเป็นหน้าที่ของพระยาราชภักดี การค้าขายเป็นหน้าที่ของพระยาศรีพิพัฒน์ ต่อมางานเสื่อมลงไปอีก พระยาราชภักดีบังคับแต่พระคลังมหาสมบัติการภาษีอากรก็แยกไปอยู่กรมต่าง ๆเก็บได้บ้างไม่ได้บ้างทำให้เสียเงินแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์เจ้าพระยาพระคลังก็ไปว่าการต่างประเทศ มากขึ้นงานในกรมพระคลังจึงสับสนปะปนไม่รู้เรื่อง

๒. กรมเมือง หรือ กรมพระนครบาล ทำหน้าที่บังคับกองตระเวนขวาซ้ายและขุนแขวงอำเภอ กำนันในเขตกรุง บังคับศาลพิจารณาความผิดขั้นมหันตโทษ กรมนี้ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากเหมือนกรมอื่นๆ เคยทำหน้าที่การคลังด้วย แต่ต่อมาไปขึ้นกับกรมมหาดไทยกรมนี้ไม่ก้าวหน้าเหมือนความเจริญของบ้านเมือง เจ้าหน้าที่มีรายได้น้อยไม่พอแก่การครองชีพเพราะมีงานน้อย โดยเฉพาะไม่มีการคลังจึงไม่มีใครอยากมาอยู่ ในกรมนี้ส่วนมากเป็นคนที่ ไม่ค่อยมีความสามารถเข้ากรมอื่นไม่ได้จงมาอยู่กรมนี้งานในกรมนี้จึงเสียไปส่วนมากและข้าราชการมักหาทางทุจริตเพราะมีรายได้น้อย

๓. กรมวัง มีหน้าที่รักษาพระราชมณเฑียรและพระราชวังชั้นนอก จัดการเกี่ยวกับพระราชพิธีทั้งปวง มีอำนาจจัดตั้งศาลชำระความเกี่ยวกับพระราชวังได้ทุกกรม ข้าราชการในกรมนี้มักมีฐานะดีเพราะมีงานมาก เป็นคนดีมีความรุ้ดี ขยันขันแข็งจะบกพร่องไม่ได้เลย จึงมักมีเจ้านายใหญ่ ๆคอยควบคุมกรมนี้อยู่เสมอจนตำแหน่งเสนาบดีในกรมนี้เกือบไม่มีความหมายและเปล่าประโยชน์เหมือนตำแหน่งประธานลอย ๆ

๔. กรมนา มีหน้าที่ดูแลนาหลวง เก็บข้าวของจากราษฎร จัดซื้อข้าวขึ้นฉางหลวงสำหรับจ่ายในพระนคร ชักจูงให้ราษฎรทำนา และมีอำนาจตั้งศาลพิจารณาความเกี่ยวกับที่นาและโคกระบือ งานในหน้าที่ของกรมนาส่วนมากทำไม่ค่อยได้ผลหรือทำแบบครึ่ง ๆ กลางๆ เจ้าหน้าที่จะตั้งใจทำงานหรืออยากทำงานเฉพาะที่พอจะมีทางหาประโยชน์ใส่ตัวเช่น จัดชื้อข้าวขึ้นฉางหลวง จัดส่งข้าหลวงออกไปเก็บค่านาจากราษฎร และงานพวกนี้ก็ไม่มีการตรวจสอบแต่อย่างใด ข้าราชการในกรมนามีรายได้และผลประโยชน์มากกว่ากรมอื่น ๆ

พระองค์ได้ทรงอธิบายว่าเท่าที่ผ่านมาได้แบ่งแยกกรมต่าง ๆ ออกไปอีกเป็นชั้น ๆ ไม่ได้ขึ้นกับ ๔ กรมที่กล่าวมาแล้ว แบ่งเป็น กรมที่มีราชการฝ่ายพลเรือน และกรมทหารที่ขึ้นกับฝ่ายทหาร ดังรายละเอียดต่อไปนี้

๑. กรมพลเรือนที่ไม่ขึ้นกับฝ่ายพลเรือน ประกอบด้วย

๑.๑ กรมสุรัสวดี มีหน้าที่จัดเก็บรักษาทะเบียนไพร่พล ทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ที่อยู่ในกรุง และหัวเมือง มีศาลพิจารณาความในคดีที่เกิดขึ้นในหมู่หมวดต่าง ๆ ต่อมาเมื่องานมีมากขึ้นเพราะไพร่พลหัวเมืองมีมากขึ้น เสนาบดีหัวเมืองมีอำนาจมากขึ้นจึงไม่ต้องการ ให้สัสดีเข้าไปเกี่ยวข้อง กรมสุรัสวดีจึงมีอำนาจน้อยลง อำนาจมีเฉพาะกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้ ๆ

๑.๒ กรมลูกขุน เป็นกรมใหญ่บังคับพิจารณาความทั่วประเทศ ความจริงตัวลูกขุนเป็นผู้พิพากษา ชี้ผิดชี้ชอบเท่านั้น ไม่มีอำนาจพิจารณาความ ต้องมีตุลาการพิจารณาความแล้วให้ลูกขุนตัดสินอีกทีหนึ่ง ในกรมลูกขุนมีกรมแพ่งกลางและกรมแพ่งเกษม มีหน้าที่พิจารณาความและวางบทในคำปรึกษาของลูกขุน แต่ไม่มีอำนาจวางบทลงโทษ ต่อมาเมื่อลูกขุนพิจารณาความผิดพลาดบ่อย ๆ หรือล่าช้าไป พระมหากษัตริย์จึงให้กรมแพ่งทั้งสองมีอำนาจตัดสินโทษได้ ต่อมาได้แยกศาลออกไปจากกรมลูกขุนไปไว้กรมต่าง ๆ ที่ขึ้นกับอัครมหาเสนาบดีและจัตุสดมภ์ เหลือแต่ศาลแพ่งกลางและศาลแพ่งเกษมเท่านั้น ใช้บังคับคดีความที่ไม่สำคัญแต่ถึงแม้จะแยกออกไป คดีความทั้งปวงลูกขุนยังมีบทบาทและอำนาจอยู่ ศาลต่าง ๆ ที่แยกไปอยู่ตามกรมต่าง ๆ มีดังนี้

ศาลหลวง ขึ้นอยู่กับกรมมหาดไทย มีหน้าที่ว่าความทั้งในพระนครและหัวเมืองเป็นศาลที่เกี่ยวกับความที่มีการอุทธรณ์

ศาลอาญา ขึ้นอยู่กับกรมพระกลาโหม แต่สมุหกลาโหมไม่มีอำนาจตัดสินให้ลูกขุนเป็นผู้ตัดสินเว้นแต่ความที่มีการอุทธรณ์

ศาลกระทรวงนครบาล มีหน้าที่ว่าความเกี่ยวกับโจรผู้ร้าย มีอำนาจสั่งให้มีการติดตามจับกุมเมื่อเจ้าทุกข์มาแจ้งความ

ศาลกรมวัง มีหน้าที่ชำระความได้ทั้งความแพ่งและความอาญา ในนครบาล

ศาลกรมท่ากลาง ชำระความระหว่างคนต่างประเทศกับคนไทย

นอกจากนี้ยังมี ศาลกระทรวงอาณาจักร ทำหน้าที่ชำระความทั่วไป, ศาลกระทรวงมรดก, ศาลกระทรวงกรมนา, ศาลคลังมหาสมบัติ ศาลกระทรวงธรรมการ และศาลกระทรวงสัสดี ศาลต่าง ๆ เหล่านี้มีหน้าที่เพียงชำระความส่วนการตัดสินเป็นหน้าที่ของลูกขุนทั้งหมดยกเว้นศาลกรมท่ากลาง

๑.๓ กรมธรรมการ มีหน้าที่ว่าความพระสงฆ์ต่อพระสงฆ์และพระสงฆ์กับคฤหัสถ์

๑.๔ กรมราชบัณฑิต มีหน้าที่สอนหนังสือพระสงฆ์ เปรียบเหมือนกรมธรรมการ ดังนั้นกรมทั้งสองนี้จึงทำงานเกี่ยวข้องกัน เพราะการสอนหนังสือโดยทั่วไปต้องอาศัยวัด

๑.๕ กรมหมอ มีหน้าที่ดูแลการสาธารณสุขต่าง ๆ

๑.๖ กรมพระอาลักษณ์ มีหน้าที่ตรวจสอบหนังสือราชการ ออกหนังสือราชการต่าง ๆ ออกหมายตั้งขุนนางและเขียนพระราชทาน ในตอนนั้นงานหนังสือมีน้อยกรมนี้จึงไม่ค่อยสำคัญนัก เมื่อมีการใช้หนังสือมากขึ้น งานเขียนหนังสือจึงหันไปใช้สำนักงาน หลวงกรมพระอาลักษณ์จึงเสื่อมลงไป

๑.๗ กรมพระคลัง มีที่มาจากกรมพระคลังสินค้า ต่อมาเมื่อยกเลิกการค้าสำเภาทำให้งานในกรมมีน้อยลง จึงได้จัดตั้งคลังในซ้าย คลังในขวาขึ้นเป็นผู้จัดซื้อของให้ ส่วนมากนายด่านมักหาประโยชน์ติดสินบนให้ซื้อของในราคาแพง

๒. กรมที่มีราชการทหารแต่ไปขึ้นกับพลเรือน มีดังนี้

๒.๑ กรมล้อมพระราชวัง ผู้บังคับบัญชากรมนี้เป็นผู้ใดรับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระมหากษัตริย์ เหตุที่ไม่ไปขึ้นกับฝ่ายทหารเพราะบุคคลในกรมนี้มิได้ไปราชการทัพ มีหน้าที่รักษาพระราชวัง

๒.๒ กรมแสงปืนใหญ่ มีหน้าที่เก็บรักษาอาวุธและกระสุนปืน การที่มาขึ้นกับฝ่ายพลเรือนไม่มีเหตุผลใดนอกจากเป็นการถ่วงอำนาจกันระหว่างกรมมหาดไทยและกรมพระกลาโหม

๒.๓ กรมช้าง กรมม้า ขึ้นกับพลเรือนเพราะเป็นการถ่วงอำนาจเนื่องด้วยคนในกรมนี้ตลอดจนช้าง ม้า มีเลี้ยงอยู่ในกรมมหาดไทยทั้งสิ้น เมื่อจัดให้อยู่ฝ่ายพลเรือนจะได้ทำนุบำรุงได้สะดวกขึ้น

๓. กรมทหารที่ขึ้นกับฝ่ายทหาร มีดังนี้

๓.๑ กรมอาสาแปดเหล่า เป็นกรมใหญ่ มีทหารม้ารักษาพระนครและพระราชอาณาเขต มีหน้าที่จัดตั้งนายด่านตามหัวเมือง มีหน้าที่จัดกองทัพไปปราบข้าศึก ส่วนในพระนครมีหน้าที่ตำรวจคนเข้าออกและติดตามเฝ้าเสด็จ ต่อมาการสงครามลดน้อยลง กรมทั้ง ๘ จึงไม่ค่อยมีความสำคัญ ผลประโยชน์มีน้อยทำให้ไม่มีผู้ใดอยากอยู่ พนักงานจึงเป็นพวกเหลือเดนจากกรมอื่น

๓.๒ ทหารรักษาพระองค์ ประกอบด้วยตำรวจหน้า มี ๘ กรม และมีกรมพลพัน กรมทนายเลือก กรมเรือคู่ชัก กรมทหารใน (สำหรับตามเสด็จทั่ว ๆ ไป)

การจัดการปกครองแบบเก่าที่พระองค์ทรงแถลงนโยบายไว้นี้ ทำให้เห็นภาพการปกครองแบบเดิมที่ไม่เหมาะสมหลายประการ เช่น ความสับสนของหน่วยงานและผลประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประโยชน์ของบ้านเมือง ดังนั้นพระองค์จึงได้ทรงเปลี่ยนแปลงการ ปกครองเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

การเปลี่ยนแปลงการปกครองแบ่งเป็น ๒ ระยะคือ ระยะแรก พ.ศ. ๒๔๑๖ -๒๔๓๐ และระยะที่สอง พ.ศ.๒๔๓๐ - ๒๔๕๕

ระยะแรก พ.ศ. ๒๔๑๖-๒๔๓๐ หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่สองในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖ แล้ว ทรงเริ่มปฏิรูปการปกครองโดยมีจุดมุ่งหมายให้ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ทรงดำเนินการเป็นขั้นตอนดังนี้

๑. ทรงสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดก้าวหน้า ไว้เป็นกำลังต่อรองทางการเมืองกับขุนนางเก่า โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมทหารมหาดเล็ก ฝึกหัดวิชาการทหารแบบตะวันตกและวิชาการแขนงอื่น จัดตั้งกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์แล้วขยายเป็นกรม ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์นับเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังสนับสนุนอย่างดีส่วนกำลังทางด้านความคิดและการต่อสู้กันทางสติปัญญา ทรงมีแนวพระราชดำริที่ล้ำยุคโดยทรงออกหนังสือการเมืองเล่มแรกของสยามชื่อว่า "ดรุโณวาท" มีบทความการเมืองและนิทานการเมืองเชิงสั่งสอนและตำหนิติเตียนกลุ่มขุนนางเก่า ตลอดจนเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครองอีกด้วยโดยมีพระองค์เจ้าเกษมสันต์ใสภาคย์เป็นบรรณาธิการ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เป็นนักเขียนประจำเขียนบทความทางการเมือง เป็นต้น

๒. โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ จุดมุ่งหมายเพื่อให้การเงินของประเทศมีการจัดเก็บที่เป็นระบบเพื่อประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษีที่เดิมตั้งอยู่ในกลุ่มขุนนางและเจ้าเมืองในระบบกินเมือง ซึ่งเป็นการเฉลี่ยผลประโยชน์แก่กันเพราะสมัยนั้นยังไม่มีเงินเดือนประจำ ขุนนางและเจ้าเมืองดำรงชีพอยู่ได้ด้วยเงินภาษีอากรทีเก็บได้ เมื่อมีรายจ่ายมากก็มักเบียดบังเงินภาษีอากรที่ได้มาและส่งให้พระคลังหลวงไม่ครบตามจำนวน ก่อให้เกิดผลเสียหลายอย่าง ดังนั้นการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นมาก็เพื่อเป็นหน่วยงานในการเก็บรวบรวมเงินภาษีอากรตลอดจนผลประโยชน์ของแผ่นดินให้เข้าแผ่นดินเต็มเม็ด เต็มหน่วย โดยเสนาบดีทุกกรมต้องส่งรายได้ที่จัดเก็บได้ให้หอรัษฎากรพิพัฒน์ การปรับปรุงดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการทำลายอำนาจและแหล่งรายได้ของขุนนางเก่า โดยเฉพาะ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จนเกิดเป็นความตึงเครียดทางการเมืองโดยกลุ่ม ขุนนางรุ่นเก่าแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน เป็นเหตุให้ต้องทรงอาศัยอำนาจของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินที่ทรงตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๑๗ ตัดสินลงโทษให้เป็นตัวอย่างเช่น ตัดสินลงโทษพระยาอาหารบริรักษ์ (นุต บุญหลง) เสนาบดีกรมนา โดยปลดจากตำแหน่งและจำคุก ๑๒ ปี โทษฐานไม่จัดส่งเงินภาษีอากร เข้าหอรัษฎากรพิพัฒน์ และความบาดหมางระหว่างวังหลวงและวังหน้า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ด้วย

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

๓. โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสภาขึ้น ๒ สภาคือ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์

สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ประกาศตั้งวันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ค. ๒๔๑๗ มีสมาชิก๑๒ ท่าน

เหตุผลในการก่อตั้งเนื่องจากหลังจากเสด็จประพาสต่างประเทศได้ทอดพระเนตรความเจริญและรูปแบบการปกครองของประเทศต่าง ๆ จึงทรงมีพระราชดำริว่าการจะปฏิรูปบ้านเมืองต้องระดมสมองจากบุคคลต่าง ๆ ในรูปของสภาที่ปรึกษาจึงจะประสบความสำเร็จ

ดังนั้นสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินจึงก่อตั้งขึ้นมา สมาชิกเป็นคนรุ่นใหม่ทั้งสิ้น ทำหน้าที่นิติบัญญัติ มีการประชุมกันทุก ๗ วัน มีเรื่องที่จะพิจารณากันมากมาย เช่น เรี่องการภาษีอากรเรื่องความพยายามหาทางเลิกทาสโดยการตราพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไทก็เป็นผลงานของสภานี้ ทางด้านตุลาการยังมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่าง ๆ ตามแต่จะส่งเรื่องลงมาให้ชำระ แล้วต้องกราบบังคมทูลผลการพิจารณาให้ทรงทราบทุกครั้งไป เพื่อจะได้ทรงวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ผลงานที่เป็นตัวอย่างเชิงกำราบขุนนางเก่าคือคดีลงโทษพระยาอาหารบริรักษ์ (นุต บุญหลง) เนื่องจากขัดขืนไม่ส่งรายได้ของกรมนาให้หอรัษฎากรพิพัฒน์ตามคำสั่งของสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

อีกคดีที่สำคัญต่อความมั่นคงของประเทศคือ คดีที่ราษฎรปราจีนบุรียื่นถวายฎีกากล่าวโทษพระปรีชากลการ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์และเป็นบุตรเขยของนายน็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจำกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สภาที่ ปรึกษาราชการแผ่นดินชำระคดีนี้ ผลการพิจารณาคดีปรากฏว่ามีความผิดจริงจึงต้องนำตัวมาคุมขังไว้ที่กรุงเทพฯ การตัดสินดังกล่าวทำให้นายน็อกซ์ยื่นคำขาดต่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ให้ปล่อยตัว มิฉะนั้นจะเรียกเรือรบเข้ามาระดมยิงกรุงเทพฯ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ต้องไปอยู่เมืองราชบุรีเพราะอังกฤษขู่จะจับตัวเป็นประกัน

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๒ เรือรบอังกฤษเข้ามาถึงกรุงเทพฯ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเรียกประชุมด่วนได้ข้อยุติว่า ให้ส่งคณะราชทูตพิเศษไปเจรจากับตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ ชี้แจงให้เข้าใจว่าไทยทำเพราะปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองไทยและพระปรีชากลการก็มีความผิดจริง ผลการเจรจาปรากฏว่าตัวแทนรัฐบาลอังกฤษเข้าใจและเรียกตัวนายน็อกซ์กลับประเทศส่วน พระปรีชากลการคณะตุลาการพิพากษาให้ประหารชีวิต คดีนี้เป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ ถ้าอังกฤษจะหาเหตุเข้าแทรกแซงกิจการภายใน แต่เพราะพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์และสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินนับว่าเป็นผลงานเด่นชิ้นหนึ่ง

สภาที่ปรึกษาในพระองค์ โปรดเกล้าฯ ประกาศตั้งขึ้นวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๗ สมาชิกมี ๔๙ ท่าน เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ๑๓ องค์ นอกนั้นเป็นขุนนาง พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาในพระองค์มี ๑๗ มาตรา ใจความสำคัญโดยสรุปคือ พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยตามแต่จะเห็นสมควรและรับตำแหนงอยู่จนสิ้นรัชกาล โดยได้รับพระราชทานสัญญาบัตรประทับตราพระราชลัญจกรมีศักดินาเพิ่มขึ้นจากยศเดิม ให้เดินนำหน้าข้าราชการที่มีศักดินาเสมอกันแต่มิได้มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาต้องผ่านพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แต่ไม่มีเงินเดือนให้ และถ้าทำผิดร้ายแรงทรงปลดออกก็จะไม่ได้รับพระราชทานเบี้ยเลี้ยง ในส่วนของงานในหน้าที่ ถ้ามีพระราชดำรัสให้ปรึกษาราชการในพระองค์หรือสอบสวนข้าราชการ ชำระความเรื่องใดก็ตาม ที่ประชุมจะจับสลากเพื่อเลือกประธาน ๑ คน ทำหน้าที่ประชุมปรึกษาราชการ และถ้าสภาที่ปรึกษาในพระองค์ผู้ใดทราบเหตุการณ์สำคัญเป็นการแน่นอนต้องกราบบังคมทูลพระกรุณาโดยเร็ว ถ้าปิดบังไว้ถือว่ามีความผิด เมื่อครบกำหนด ๑ ปี เสมียนสภา ต้องนำสมุดชี้แจงรายงานการทำงานของสภาทั้งสองสภา กราบบังคมทูลให้ทรงทราบทุกปี ปีละครั้ง และสมุดบัญชีนั้นต้องรักษาไว้เป็นของสำหรับแผ่นดิน

บทบาทของสภาทั้งสองนี้ กล่าวได้ว่าเป็นองค์กรที่รวมอำนาจบริหารเข้าสู่สถาบันพระมหาฤษัตริย์ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการสร้างสรรค์ความเจริญให้แก่ประเทศชาติทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เช่น การปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การพิจารณาเลิก ระบบไพร่และทาส การปราบโจรผู้ร้าย การตั้งโรงเรียน การเดินสายโทรเลข และการสอบสวนข้าราชการผู้ใหญ่จนนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมือง เป็นต้น

แหล่งข้อมูล

"ประวัติศาสตร์ไทย การปกครอง สังคม เศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับต่างประเทศก่อนสมัยสุโขทัยจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๕".,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บังอร ปิยะพันธุ์, ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฏนครปฐม
"เจ้าชีวิต สยามก่อนประชาธิปไตย"., พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (ภาพ)

 

อ่าน:  3,752