เว็บไซด์  บทความ  กระทู้   
ภูมิภาคภาคกลาง

การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕ (ตอนที่ ๖)

 

การพัฒนาการเกษตร

ผลจากสนธิสัญญาเบาริ่ง ทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนแปลงไปจากการผลิตเพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อการค้า โดยเฉพาะข้าวเป้นสินค้าออกที่มีความสำคัญขึ้นโดยลำดับ คือเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ ไทยส่งข้าวออกนอกคิดเป็นร้อยละ ๗๔.๔๒ ของมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด และปีต่อ ๆ มาจากมุลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมดของปี ๒๔๔๐ ไทยส่งข้าวออกร้อยละ ๗๖.๕๙ ปี ๒๔๔๑ส่งข้าวออกร้อยละ ๗๙.๖๘ (ปีนี้ส่งข้าวออกน้อยลงแต่มูลค่าข้าวสูงขึ้นเพราะขายข้าวได้ราคาดี) และ พ.ศ. ๒๔๔๒ ส่งข้าวออกร้อยละ ๗๑. ๑๙ ข้อมูลนี้แสดงว่าข้าวเป็นสินค้าออกที่สำคัญที่สุดของไทย ดังนั้นการหา วิธีการเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น โดยการพัฒนาระบบชลประทานจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การพัฒนาอีกวิธีหนึ่ง

การขุดคูคลอง

พ.ศ. ๒๔๓๑ ข้าราชการและชาวต่างประเทศที่มีฐานะดีได้ร่วมกันเป็นหุ้นส่วนจัดตั้งบริษัทขุดคูคลองและคูนาสยาม (Siam Canals, Land and Irrigation company) บุคคลสำคัญที่เป้นผู้ริเริ่มคือ พระวรวงศืเธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์และโอรถ คือ ม.ร.ว. สุวพรรณสนิทวงศ์ ได้ขอสัมปทานโครงการขุดคลองรังสิต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดระบบน้ำเพื่อการเกษตร ควบคุมน้ำและรักษาระดับน้ำในคลองที่จะขุดให้มีพอเพียงทำนาได้ตลอดปี โครงการนี้ถ้าสำเร็จจะให้ประโยชน์ด้านการคมนาคม จัดสรรที่ดินใหม่เพื่อการปลูกข้าว

เมื่อขุดคูคลองรังสิตแล้วปรากฏว่าได้ประโยชน์ด้านการชลประทานน้อยมาก เพราะคลองไม่สามารถเก็บกักและส่งน้ำได้ตามต้องการ ยังมีปัญหาน้ำมีไม่พอและมากเกินไปจนท่วมไร่นาเสียหาย โดยเฉพาะ พ.ศ. ๒๔๔๒ บริเวณคลองรังสิตท้องน้ำตื้นเขินอย่างรวดเร็วทำให้เดือดร้อนในการคมนาคม การบริโภคและอื่น ๆ นอกจากคลองรังสิตแล้วยังโปรดให้ขุดคลองขึ้นอีกทั้งทางฝั่งตะวันออกและทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงเทพกับจังหวัดข้างเคียงที่เป็นแหล่งผลิตข้าวและแหล่งลำเลียงข้าวออกต่างประเทศ เช่นคลองดำเนินสะดวก คลองเปรมประชากร คลองนครเฟื่องเขตร คลองประเวศบุรีรมย์ คลองเปรม คลองทวีวัฒนา และคลองนราภิรมย์

นอกจากนั้นยังมีการซ่อมคลองต่าง ๆ สร้างประตูน้ำเพื่อเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านไปมา การขุดคลองสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวความจริงน่าจะขุดได้หลายคลองกว่านี้ แต่มีปัญหาตรงที่ว่าตอนแรกรัฐบาลเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายเจ โฮมาน วันเดอร์ ไฮเด วิศวกรชาวฮอลันดา เจ้ากรมคลองของไทยคนแรกที่เสนอโครงการชลประทานในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง การขุดคลองต้องใช้งบถึง ๔๗ ล้านบาทใช้เวลา ๑๒ ปีต่อมาได้ลดขนาดของคลองลง งบจึงลดลงเป็น ๒๘ ล้านบาทต่อมาลดลงอีกจนเหลืองบเพียง ๖ ล้านบาทสำหรับการพัฒนาซ่อมคูคลองเดิม ดูแล้วเป็นการให้ความสำคัญของการเกษตรน้อยมากกว่าด้านอื่น ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะ..

ประการแรก เสนาบดีกระทรวงเกษตรธิการ คือเจ้าพระยาเทเวศร์วงษ์วิวัฒน์ (ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. ๒๔๔๒) สนใจพัฒนาระบบชลประทานเฉพาะตอนเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ ต่อมาได้ละเลยเสีย

ประการที่สอง หลังจากการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๓๕ ความจำเป็นเฉพาะหน้าด้านอื่นมีมากกว่าจึงละเลยการส่งเสริมการเกษตร

ประการที่สาม กรมกองย่อย ๆ ที่ตั้งขึ้นใหม่ล้วนเป็นกรมรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน เช่นกองข้าหลวงเกษตรทำหน้าที่เก็บภาษีอากร แก้ปัญหาการวิวาทที่ดินนั้น มิใช่กรมที่ส่งเสริมหรือยกระดับการเกษตร แม้แต่โครงการย่อยของ วันเดอร์ ไฮเด ก็มุ่งผลประโยชน์รายได้ค่าธรรมเนียมผ่านประตูน้ำมากกว่าการที่จะไขน้ำเข้านา

ประการสุดท้าย การทำงานของ วันเดอร์ ไฮเดไม่เป็นที่สบอารมณ์ของผู้บริหารรวมทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงกล่าวถึงการทำงานของ วันเดอร์ ไฮเด ว่าทำงานแบบจับโน่นชนนี่ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ดังนั้นการเบิกเงินโครงการต่าง ๆ ของ วันเดอร์ ไฮเด จึงไม่ได้รับความสะดวกจนต้องลาออกไปเมื่อพ.ศ. ๒๔๕๓

ดังนั้นโครงการที่ได้ทำไปคือได้ซ่อมสร้างประตูน้ำตามคลองต่าง ๆ เช่นซ่อมคลองภาษีเจริญ โดยขุดและทำประตูน้ำภาษีเจริญตอนบน และภาษีเจริญตอนล่าง ในพ.ศ. ๒๔๔๕ แล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๔๔๖ เมื่อเปิดใช้แล้วรัฐบาลได้เก็บค่าธรรมเนียมผ่านประตูน้ำเป็นรายได้เข้ารัฐเห็ฯเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาและซ่อมคลองดำเนินสะดวก พ.ศ. ๒๔๔๖ เสร็จ พ.ศ. ๒๔๔๗ สร้างประตูน้ำบางยาง และประตูน้ำบางนกแขวก เสร็จเมื่อพ.ศ. ๒๔๕๑ และซ่อมคลองแสนแสบใน พ.ศ. ๒๔๕๑ ดังนั้นกล่าวได้ว่าการขุดคลองเพื่อการชลประทานสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นไปเพื่อได้รับประโยชน์ตอบแทนเห็นชัด ๆ เท่านั้น

การสร้างทางรถไฟ

เป็นการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งเช่นเดียวกันกับการชลประทาน แม้ว่าจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างทางรถไฟ (สายนครราชสีมา) ไปให้ถึงแม่น้ำโขงเพื่อประโยชน์ในการปกครองหัวเมืองลาวที่กำลังเป็นที่ต้องการของฝรั่งเศส รวมทั้งการสร้างทางรถไฟสายเหนือเป้าหมายเพื่อการปกครองมณฑลพายัพและการเคลื่อนย้ายกำลังทหาร แต่ทางด้านเศรษฐกิจเป็นการขยายพื้นที่การเพาะปลูก และทำให้มีทางเข้าไปในเขตแหล่งแร่ธาตุ จนมีการนำทรัพยากรธรรมชาติเช่นดีบุก เหล็กและทองแดงมาใช้ได้ ซึ่งเดิมทีเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีใครเข้าไปทำประโยชน์ได้เพราะหนทางไปมายากและไม่สามารถขนส่งสินค้าออกมาได้ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอีกอย่าง รัฐบาลได้ค่าโดยสาร ค่าระวางบรรทุกสินค้า และช่วยเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากแหล่งผลิตไปยังแหล่งตลาด การสร้างทางรถไฟได้รับงบเงินสนับสนุนมาก เพราะระหว่างการขุดคลองกับการสร้างทางรถไฟต้องใช้ทุนสุงทั้งคู่ รัฐบาลต้องเลือกเพียงอย่างเดียวจึงเลือกส่งเสริมการสร้างทางรถไฟมากกว่าการขุดคลอง

การตั้งโรงงานอุตสาหกรรม

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการขยายตัวของการส่งออกข้าว ไม้สักและดีบุก โดยชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาลงทุนในกิจการสำคัญ ๆ หลายอย่าง เช่นชาวจีน ชาวอเมริกันและชาวยุโรปได้ตั้งโรงสีข้าวขึ้น ใช้เครื่องจักรสั่งจากยุโรปมาสีข้าว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๐ ที่มีโรง สีข้าวเพียง ๕ แห่ง พอปลายรัชกาลคือ พ.ศ. ๒๔๕๓ มีโรงสีข้าวเพิ่มขึ้นถึง ๕๙ แห่ง ทำให้ข้าวเป็นสินค้าส่งออกนำรายได้เข้าประเทศมากขึ้นและยังช่วยให้ชาวนาขายข้าวได้ อีกทั้งเป็นการสร้างงาน คนไทยได้ทำงานรับจ้างในโรงสีข้าวร่วมกับกรรมกรชาวจีนด้วย

กิจการโรงเลื่อยไม้สำหรับส่งไม้สักออกนอกขยายขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๓๙ มีโรงเลื่อยใช้เครื่องจักรไอน้ำในกรุงเทพ ประมาณ ๘ แห่ง และโรงเลื่อยที่ใช้เลื่อยด้วยเครื่องมืออีกถึง ๔๐ แห่ง มีเหมืองแร่ที่ทันสมัยแบบตะวันตกเข้ามาดำเนินกิจการโดยใช้เรือในการขุดแร่ดีบุก และยังมีเหมืองแร่ของนายทุนชาวจีนที่ใช้เครื่องจักรสำหรับสูบน้ำและสูบทรายในการทำเหมืองแร่อีกหลายแห่งด้วย มีโรงงานหีบอ้อยเจ้าของเป็นชาวจีน รับซื้ออ้อยจากชาวบ้านซึ่งปลูกกันมากแถวภูมิภาคตะวันตก ได้แก่ เมืองนครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี โรงหีบอ้อยมักจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ตามเส้นทางตลอดสาย มีชาวไร่ ทั้งชาวไทย ชาวลาว ชาวเขมร นำอ้อยมาขายและเป็นกรรมกรรับจ้างตัดอ้อยในไร่อ้อยมาส่งโรงงานหีบอ้อย เป็นกรรมกรในโรงหีบอ้อยด้วย ส่วนเพชรบุรีมีโรงงานทำน้ำตาลจากต้นตาลมากกว่าแห่งใด กิจการโรงงานทำน้ำตาลทั้งจากอ้อยและต้นตาล ระยะแรกรุ่งเรืองดีมาก แต่ภายหลังซบเซาไปเพราะต้องเสียภาษีในอัตราสูงมาก อีกทั้งยังมีน้ำตาลส่งเข้ามาตีตลาดจากชวาอีกด้วย

มีโรงงานทอผ้าไหมโดยเฉพาะไหมดิบเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ โดยรัฐบาลส่งเสริมทั้งทางด้านวิธีการผลิต การปลูกหม่อน การเลี้ยงไหมและการใช้เครื่องมือ มีโรงงานมากที่กรุงเทพ นครราชสีมาและนครปฐม ส่งเสริมการปลูกฝ้ายโดยนำเมล็ดพันธุ์ฝ้ายมาจากต่างประเทศ ส่งเสริม การทอผ้าเช่นผ้าม่วง ผ้าแพร โดยใช้เครื่องจักรทอ ทำให้กิจการโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองไทยเจริญก้าวหน้ามาก แต่ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะพบว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังกล่าวล้วนแต่อยู่ในมือของชาวต่างชาติ คนไทยได้รับประโยชน์แต่เพียงเล็กน้อย ดูเผิน ๆ จะเห็นว่านำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาใช้ ในการอุตสาหกรรม แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบความเจริญทางด้านวัตถุมากกว่านำความมั่งมีมาสู่ชาวต่างชาติ ขณะที่คนไทยยังยากจนอยู่ตามเดิม อีกทั้งรัฐบาลได้รับผลประโยชน์เข้ารัฐแต่เพียงพอประมาณเท่านั้น

แหล่งข้อมูล

หนังสือประวัติศาสตร์ไทย การปกครอง สังคม เศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับต่างประเทศฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บังอร ปิยะพันธุ์, ภาพ http://www.thaihandiworks.com

 

อ่าน:  3,300